Latest Entries »

นาย ประวัติ หมื่นเเสน 51010751

นาย ณภัทร รวมศิริวัฒนกุล  51010360

นายเชวรัตน์   กิติโชควัฒนา 51010252

นายกษิดิศ   วรรณถนอม  51010046

นายจิตตวัฒ จิตสำรวย   51010157

นางสาว กนกวรรณ  นทีพายัพทิศ  51010005

นายณัฐพล วิชชุลดา   51010421

การกัดเซาะที่จังหวัดระยองและจันทบุรี 

บทคัดย่อ 

                เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งตามแนวชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกกำลังเป็นปัญหาอย่างรุนแรงในระยะยาว  เพราะทำให้สิ่งปลูกสร้างและที่ดินของชาวบ้านในบริเวณชายฝั่งทะเลได้ถูกกัดเซาะไปเรื่อยๆ  อันเป็นผลทำให้สูญทั้งเงินและทัศนีย์ภาพตามแนวชายฝั่งอย่างไม่สามารถประเมินค่าได้  ทางคณะผู้จัดทำจึงได้เสนอโครงการการแก้ปัญหาและการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งในแถบจังหวัดระยองและจันทบุรีขึ้น  โดยแบ่งวิธีการแก้ปัญหาเป็นสองวิธีคือ  การสร้างแนวปะการังเพื่อสลายกำลังของคลื่นละการสร้างกำแพงเสาเข็มขึ้นเพื่อทำให้กำลังของคลื่นอ่อนลงเนื่องจากการหักล้างกันเองระหว่างพลังงานของคลื่นที่มากระทบชายฝั่ง  ซึ่งแผนการเหล่านี้สามารถประยุกใช้ได้ในพื้นที่ที่ติดกับการกัดเซาะทั้งบริเวณน้ำทะเลและแม่น้ำด้วย

บทนำ

                พื้นที่ชายฝั่งทะเลประเทศไทย 23 จังหวัดประสบปัญหาถูกกัดเซาะชายฝั่งในอัตราความรุนแรงแตกต่างกัน พื้นที่ที่ประสบปัญหาถูกกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น พื้นที่ชายฝั่งบางขุนเทียน กรุงเทพ ชายฝั่งเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ชายฝั่งชลบุรี ระยอง ตราด นครศรีธรรมราช และ สงขลาเป็นต้น กรมทรัพยากรธรณีได้รับมอบหมายจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นเจ้าภาพในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและตลิ่งลำน้ำ ได้รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นถึงสภาพปัญหาของพื้นที่วิกฤติการกัดเซาะชายฝั่งทะเลพบว่า ชายฝั่งทะเลบางขุนเทียนถูกกัดเซาะตลอดระยะทาง 5 กิโลเมตร ชายฝั่งอำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี และชายฝั่งอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงเป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร และมีชายหาดบริเวณพื้นที่ที่มีความสำคัญ เช่น หาดหัวหิน บริเวณพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชวังไกลกังวล ถูกกัดเซาะในระดับปานกลางเป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร ชายฝั่งจังหวัดปัตตานี-นราธิวาส ถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงเป็นระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร และชายฝั่งจังหวัดตราดพบการถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงเป็นระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร โดยมีสาเหตุของการกัดเซาะและสภาพปัญหาแตกต่างกัน จำเป็นต้องดำเนินการประเมินสถานภาพและวางแนวทางแก้ไขปัญหาเป็นการเฉพาะในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต้องดำเนินการศึกษาสภาพปัญหา สาเหตุ และปัจจัยทางธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและสมุทรศาสตร์ เพื่อวางแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่วิกฤติแต่ละแห่ง

 

 

 

สาเหตุการกัดเซาะชายฝั่ง 

                สาเหตุของการกัดเซาะชายฝั่งที่ทำให้เกิดการพังทลายโดยทั่วไปนั้น ประกอบด้วย  1. สาเหตุตามธรรมชาติ คือ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล การพังทลายของหน้าผาลดลง ทำให้ปริมาณตะกอนทดแทนมีปริมาณน้อย ปริมาณตะกอนจากทะเลที่พัดพาเข้าสู่ฝั่งลดลง คลื่นลมรุนแรงผิดปกติ กระแสน้ำมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทิศทางของคลื่นเปลี่ยนแปลง และปริมาณฝนตกที่มากกว่าปกติ  2. สาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ที่ทำให้เกิดการพังทลายของชายฝั่ง ประกอบด้วย  2.1 การสร้างเขื่อนหรือฝายกั้นแม่น้ำ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการพังทลายของชายฝั่งทะเล เนื่องจากตะกอนที่จะมาทับถมมีปริมาณน้อยลง เพราะตะกอนถูกกักไว้ที่เขื่อนหรือฝาย รวมถึงการดูดทรายในแม่น้ำเพื่อใช้ในการก่อสร้างและเพื่อการถมที่ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตะกอนที่ลงสู่ทะเลมีปริมาณน้อยลง  2.2 การสร้างกำแพงกันคลื่น (seawall)  เขื่อนดักตะกอน (groin)  เขื่อนหินทิ้ง (revetment) และแนวหินทิ้ง (riprap) ในบริเวณหนึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ใกล้เคียงได้ เช่น อาจเกิดการกัดเซาะพื้นที่ชายฝั่งบริเวณท้ายน้ำ เนื่องจากตะกอนที่เคยพัดมาสะสมถูกดักและตกตะกอนอยู่ที่เขื่อนดักตะกอน นอกจากนั้นการก่อสร้างถาวรวัตถุเพื่อการป้องกันชายฝั่งดังที่กล่าวมา ทำให้ ความลาดชันของชายหาดสูงขึ้น ซึ่งเป็นการเร่งให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น 2.3 การก่อสร้างกำแพงปากแม่น้ำ (jetty) ทำให้ตะกอนถูกส่งออกไปไกลจากบริเวณชายฝั่งมากกว่าปกติ ทำให้ตะกอนสูญเสียออกไปจากระบบ ส่งผลให้ปริมาณตะกอนที่ตกทับถมบริเวณชายหาดมีน้อยลง และขัดขวางการพัดพาของตะกอนในแนวเข้า-ออกฝั่ง ก่อให้เกิดการพังทลายของชายฝั่ง นอกจากนี้การขุดลอกร่องน้ำนำตะกอนปากแม่น้ำไปทิ้งยังบริเวณอื่นก็เป็นการลดปริมาณของตะกอนที่ควรจะสะสมตัวตามธรรมชาติ  2.4 การก่อสร้างท่าเทียบเรือบริเวณชายฝั่ง ทำให้เกิดร่องน้ำลึก (ช่องทางเดินเรือ) ที่ขวางกั้นการไหลของตะกอนบริเวณชายฝั่ง รวมถึงสิ่งก่อสร้างบริเวณท่าเรือ เช่น สะพานเทียบเรือ ท่อขนถ่ายสินค้า ก็เป็นสิ่งกีดขวางการพัดพาของกระแสน้ำ และตะกอนบริเวณชายฝั่ง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของทิศทางคลื่นอีกด้วย  2.5 การถมสร้างชายหาดเทียม (beach nourishment) ซึ่งต้องมีการขุดทรายในทะเลจากสถานที่หนึ่งมาถมในบริเวณชายหาด ทำให้เกิดหลุมลึก ซึ่งเป็นการเร่งให้เกิดการไหลของตะกอนมาเติมเต็มในหลุม และมีผลต่อเนื่องถึงการพังทลายของชายฝั่งบริเวณใกล้เคียง

รูปภาพที่1    แผนที่การกันเซาะการกัดเซาะ

ที่มา http://www.dmr.go.th/ewt

ตารางที่1  ข้อมูลหลุมเจาะ BM_1

ที่มา   http://www.dpt.go.th/soil/

ข้อมูลหลุมเจาะ จังหวัด จันทบุรี 

จากข้อมูลในตาราง ค่าของ Group Symbol เมื่อทำการตรวจสอบกับกราฟ Plosticity ข้อมูลที่ได้ ถูกต้อง

   สาเหตุที่ศึกษาดินที่ ต.ทรายขาว  อ.สอยดาว ก็เพราะว่า จากข้อมูลเราพบว่า ที่บริเวณชายฝั่งริมทะเลของจันทบุรี มีลักษณะดินมีคุณสมบัติเหมือน ต.ทรายขาว อ.สอยดาว  เราจึงเอาข้อมูลหลุมเจาะนี้ไปใช้งานเพื่อศึกษาคุณสมบัติของดินและดินส่วนมากเป็นดินเหนียวปนทราย

ข้อมูลหลุมเจาะ จังหวัด  ระยอง

จากข้อมูลหลุมเจาะ No.1 ที่ความลึก 1.5 m. – 9.45 m. มีดินลักษณะเป็นดินทราย SM สามารถรับน้ำหนักจากเสาเข็มได้ และที่หลุมเจาะ No. 2 ที่ความลึก 1.5 m. – 6.45m. มีดินที่เป็นลักษณะดินทรายเช่นกัน จึงสามารถรับน้าหนักจากเสาเข็มได้

                จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นว่าดินที่จังหวัดระยองส่วนใหญ่เป็นดินทราย SM ซึ่งสามารถรับน้าหนักจากเสาเข็มได้จึงสามารถก่อสร้างได้โดยใช้เสาเข็มตอก

ส่วนค่า SPT แต่ละหลุมในจังหวัดระยอง อยู่ในช่วง 35 blows/ft ที่ระยะ 1.95 m. และที่ระยะ 9.45m.มี blow/ft เท่ากับ 180

          จากการพิจรณาชนิดของดินที่ จังหวัด ระยอง และ จันทบุรี ดินส่วนมากเป็นดิน ดินเหนียวปนทราย และ เราสามารถหาแนวทางการป้องกันได้ ดังนี้

 

 

 

 

 

 

แนวทางป้องกันการกัดเซาะ 

 

1.ประเมินสถานภาพชายฝั่งทะเล โดยสำรวจข้อมูลวิชาการที่เกี่ยวข้องปัญหาการกัดเซาะ เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยหลักที่เป็นสาเหตุและกระบวนการที่ทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง

2. จำแนกพื้นที่เสี่ยงภัยจากการกัดเซาะชายฝั่ง โดยการวิเคราะห์ข้อมูลวิชาการร่วมกับการประเมินปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดชายฝั่งทะเล

3. เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยจัดทำแผนแม่บทการจัดการป้องกันแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเลและลำน้ำแห่งชาติ และแผนปฏิบัติการประกอบด้วยแผนระยะสั้นเพื่อลดการสูญเสียที่ดินและทรัพย์สินของประชาชนใน พื้นที่เสี่ยงภัยการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรง และแผนปฏิบัติการระยะยาวในการจัดการการใช้ประโยชน์ที่ดิน

4. ทั้งวางกฎเกณฑ์ในการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

5.  จัดตั้งโครงการต่างๆ เช่น การสร้างปะการังเทียม การปลูกป่าชายเลน การทำกำแพงสลายกำลังคลื่นฯลฯเป็นต้น

 

 

โครงการต่างๆ

ปะการังเทียม” แนวทางใหม่ ป้องกันชายฝั่ง ฟื้นระบบนิเวศ

ปัญหาคลื่นกัดเซาะชายฝั่ง กลายเป็นสถานการณ์ที่ยังไม่อาจหาบทสรุปในการป้องกันได้ และที่ต้องหาทางป้องกันโดยเร็ว ก็เพราะในไม่ช้านี้ชายหาดของไทย ทั้งทางฝั่งของทะเลอ่าวไทย และอันดามันคงไม่เหลือพื้นที่ในการเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งทำอาชีพของชาวประมงชายฝั่ง ตลอดจนการกัดเซาะนี้ อาจถึงขั้นกลืนกินที่อยู่อาศัยของประชาชนอีกด้วย

เหตุนี้เองทำให้กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับหน้าเสื่อในการดูแลเรื่องดังกล่าว ร่วมมือกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ทำการศึกษาวิจัย “โครงการสำรวจและศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตะกอนชายฝั่งทะเล” โดยได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ “ปะการังเทียม” ในการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง

 

“ปะการังเทียม” ป้องกันคลื่น อนุบาลสัตว์น้ำ

สำหรับแนวคิดในการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยวิธีการใช้ปะการังเทียมในการป้องกัน หัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า การวางปะการังเทียมป้องกันชายฝั่งนั้น จะช่วยบรรเทาคลื่นลม ที่เข้าซัดชายฝั่งให้ลดความรุนแรงลงได้ นอกจากนี้ ตัวปะการังเองยังเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์ ที่จะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อชายฝั่ง และไม่ทำลายทัศนียภาพของชายหาด โดยการทำการวิจัยครั้งนี้ได้จัดทำแบบจำลองทางกายภาพ ที่ห้องปฏิบัติการวิศวกรรมชลศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มอ.เพื่อศึกษาพฤติกรรมด้านชลศาสตร์ของแท่งปะการังเทียม ก่อนมีการดำเนินการวางปะการังในพื้นที่จริง ซึ่งผลการทดลองออกมาเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถกรองคลื่น และลดความรุนแรงของคลื่นในการซัดเข้าชายฝั่งได้กว่า 70% นี่จึงเป็นแนวทางในการลดการกัดเซาะชายฝั่งได้

ดังนั้น โครงการวิจัยชิ้นนี้ จึงได้นำร่องที่บริเวณหาดสมิหลา จ.สงขลา ที่มีพื้นที่การกัดเซาะของชายฝั่งเข้าขั้นวิกฤต โดยหัวหน้าทีมวิจัยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หาดสมิหลานั้น มีความยาวกว่า 2 กิโลเมตร ถูกจัดเป็นพื้นที่ที่มีการกัดเซาะที่รุนแรง เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งได้มีการแก้ปัญหาในหลายวิธี เช่น การวางรอดักทราย ทำเขื่อนกันคลื่น เพื่อป้องกัน แต่ปรากฏว่า การกัดเซาะกลับเกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่ใกล้เคียง จึงแก้ปัญหาต่อโดยใช้หินไปโยนไว้ตามชายหาด นำตะกร้าใส่หินมาวาง กระทั่งวางกระสอบทรายตามแนวชายหาด เพื่อกันคลื่นแต่ก็พบว่ายังไม่สามารถป้องกันได้ จึงนำร่องการแก้ปัญหาโดยการนำปะการังเทียมมาใช้

“วัสดุที่ใช้ก่อสร้างนั้นเป็นคอนกรีตล้วน เรียกว่า มาลีนไทด์ ซึ่งเป็นคอนกรีตที่ไม่ถูกกัดเซาะจากน้ำเค็ม ข้อดีพบว่าหากมองจากมาตรการเก่าๆ ที่ใช้ป้องกันนั้นจะมีข้อจำกัดหลายด้าน เช่น

1.เมื่อก่อสร้างแล้วแทนที่จะป้องกันในพื้นที่นี้ได้ แต่คลื่นก็ไปกัดเซาะในบริเวณอื่นแทน

2.งบประมาณสูง

3.ทัศนียภาพชายหาด เมื่อก่อสร้างแล้วจะไม่น่าดู เพราะการนำหินไปทิ้งตามชายหาด ทิ้งในทะแล หรือการทำเป็นกำแพงขึ้นมาเหนือน้ำ เพื่อป้องกันจะส่งผลกระทบในเรื่องของทัศนียภาพอย่างมาก ทำให้ชายหาดไม่น่ามอง

4.ส่วนของนิเวศทางทะเล ซึ่งการทำโครงการเกี่ยวกับธรรมชาตินั้นต้องมีส่วนช่วยในการฟื้นฟูทรัพยากร ธรรมชาติทางทะเลเช่นกัน” หน.ทีมวิจัย ให้ภาพ

รุปภาพที่2   การวางปะการังเทียมลงในทะเล

ที่มา www.google.com

รูปภาพที่3       ปะการังเทียม

ที่มา  www.google.com

โครงการวิธีการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งโดยวิธีสร้างกำแพงสลายกำลังคลื่น

 

                เนื่องจากว่านี้ได้นำตัวอย่างการทำกำแพงสลายกำลังคลื่นที่ใช้ในแถบชายฝั่งจังหวัดสมุทรปราการ  เป็นโครงการนำร่องจังหวัดแรกโดยชื่อโครงนี้มีชื่อเรียกว่า  เขื่อนขุนสมุทรจีน 49 A2

ลักษณะโครงสร้างของกำแพงสลายกำลังคลื่น

                จะมีโครงสร้างหลักแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ช่วงสลายกำลังคลื่น และส่วนที่ช่วยกักตะกอนดิน
                โดยแนวสลายกำลังคลื่น จะมีลักษณะโครงสร้างเป็นเสาคอนกรีตตอกในลักษณะสามเหลี่ยมด้านเท่ายาว 50 เซนติเมตร ซึ่งมีการจัดวางแบ่งเป็น 3 แถว โดยความลึกของเสาคอนกรีตไล่จากส่วนที่ติดทะเลเข้าไปหาแผ่นดิน คือ 10 เมตร 8 เมตร และ 6 เมตรตามลำดับ

การวางเสาแต่ละต้นจะถูกวางห่างกัน 1.5 เมตร และการวางเสาระหว่างแถวที่ 1, 2 และ 3 จะมีการวางในลักษณะฟันปลา

เมื่อคลื่นพัดเข้ามา คลื่นจะถูกเฉือนออกเป็น 2 ข้าง และสะท้อนไปสะท้อนมาตามแนวเสาที่วางไว้ ถือเป็นการสลายความแรงของคลื่น เมื่อคลื่นพัดผ่านแนวโครงสร้างเข้ามา คลื่นจะอ่อนกำลังลง ทำให้ตะกอนที่ลอยมาในมวลน้ำตกตะกอนบริเวณแนวชายฝั่งหลังแนวเขื่อนที่สร้างไว้

                โครงสร้างส่วนที่ 2 คือ แนวช่วยกักตะกอน มีลักษณะเป็นเสาคอนกรีตรูปบูมเมอแรง ปิดผนังด้านข้าง 2 ข้างเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดเอาตะกอนบริเวณริมฝั่งกลับออกสู่ทะเลอีกครั้ง จึงทำให้ไม่เพียงช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่งเท่านั้น แต่ยังสามารถกันตะกอนไม่ให้ถูกพัดพาออกไปด้วย

โครงสร้างนี้จึงมีบทบาทในการกักเก็บตะกอนดินไว้ส่วนหนึ่ง และเมื่อตะกอนมีการพอกพูนตื้นเขินขึ้น ทีมวิจัยจะนำต้นกล้าแสมไปปลูกเพื่อช่วยยึดดินส่วนนี้ไว้ให้งอกเป็นแผ่นดินกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

การกัดเซาะที่จังหวัดระยองและจันทบุรีจีโอ รวม

การกัดเซาะที่จังหวัดระยจีโอ

 รวมองและจันทบุรี

Soil Classification
 
 
 
 
การจำแนกดินทางวิศวกรรม Soil Classification
 
 
 
 
อ้างอิง : (ASTM D 2487-69)
 
 
 
 
  ดินเป็นวัสดุที่ประกอบขึ้นด้วยสิ่งต่าง ๆ หลายอย่าง เช่น กรวด, ทราย, ดินเหนียว, อินทรียสาร
เป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากอิทธิพลของ หินต้นกำเนิด, การกัดกร่อนผุพัง, การพัดพา และการตกตะกอนทับถม เพื่อที่จะจัดหมวดหมู่ของดินที่มีคุณสมบัติเฉพาะคล้ายกันเข้าอยู่ในพวกเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน การจำแนกประเภทของดินจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
 
 
 
 
 
 
Soil Origin
 
 
 
 
 
 
  เนื่องจากมีผู้เกี่ยวข้องกับดินอยู่หลายสาขาด้วยกัน การจำแนกประเภทดินจึงแตกต่างกันออกไป
แล้วแต่วัตถุประสงค์ในการใช้งานในแต่ละสาขา เช่น ทางด้านเกษตรศาสตร์ จะจำแนกดินตามความอุดมสมบูรณ์ของธาตุสารที่พืชจะนำไปใช้ประโยชน์ ทางด้านธรณีวิทยาอาศัยลักษณะหินต้นกำเนิด และการกัดกร่อนผุพัง เป็นปัจจัยในการจำแนก สำหรับทางวิศวกรรมโยธา พิจารณาคุณสมบัติทางฟิสิกส์และกลศาสตร์ของดินเป็นหลัก เช่น ขนาดของเม็ดดิน, แรงยึดเกาะของมวลดิน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับประโยชน์ใช้สอยทางวิศวกรรมแต่ละหมวดหมู่ของดินที่จัดเข้าไว้ จะมีอักษรย่อเฉพาะซึ่งจะเป็นที่เข้าใจได้โดยง่ายในหมู่วิศวกร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
 
 
 
 
 
  ในวงการวิศวกรรมโยธา การจำแนกดินมีหลายระบบ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประโยชน์
ใช้สอย เช่น งานด้านถนนใช้ระบบ AASHO Classification ซึ่งจัดแบ่งดินตามความเหมาะสมในการใช้เป็นวัสดุก่อสร้างถนน‚ งานสนามบินใช้ระบบของ FAA Classification และระบบ Unified Soil Classification ซึ่งใช้กับงานวิศวกรรมทั่ว ๆ ไป และนิยมแพร่หลายกว่าระบบอื่น ๆ
 
 
 
 
 
  ในบทนี้จะขอกล่าวถึงรายละเอียดการจำแนกดินเพียง 2 ระบบ คือ
 
 
 
 
 
  1. ระบบ Unified Soil Classification
 
 
 
 
  2. ระบบ AASHO Classification
 
 
 
 
  ทั้ง 2 ระบบ อาศัยข้อมูลพื้นฐานในการจำแนกคล้าย ๆ กัน คือ การกระจายและขนาดของเม็ดดิน,
ค่า Atterberg’s limits (L.L.‚ P.L.‚ P.I)‚ สีกลิ่น และการจับตัวของเม็ดดิน รวมทั้งอินทรียสารที่เจือปน
 
 
 
 
 
 
Unified Soil
รูปที่ 1 แผนภูมิการจำแนกประเภทดินโดยระบบ Unified Soil
 
 
 
 
 
 
 
  ตารางที่ 1 การจำแนกโดยระบบ Unified Soil Classification system
Unified Soil Classification
 
 
 
 
 
 
การจำแนกโดยระบบ Unified Soil Classification
 
 
 
 
 
  ใช้อักษรย่อ 2 ตัว ทำให้จดจำง่าย และมีความหมายในตัวเอง เช่น G = Gravel (กรวด)‚
S = Sand (ทราย)‚ M = Silt (ดินทราย)‚ C = Clay (ดินเหนียว)‚ W = Well Graded (เม็ดคละ)‚ P = Poorly Grade (เม็ดไม่คละ)‚ H = High Liquid Limit (L.L. มีค่าสูง)‚ L = Low Liquid Limit (L.L. มีค่าต่ำ) หรือ O = Organic (ดินมีอินทรียสารปนมาก) ดังแสดงในรูปที่ 1 และตารางที่ 1
 
 
 
 
 
ขั้นตอนในการจำแนกอาจทำได้ดังนี้
 
 
 
 
 
  1. แบ่งตามลักษณะขนาดเม็ดดิน เป็นพวกเม็ดหยาบได้แก่ กรวด (Gravel) และทราย
(Sand) และพวกเม็ดละเอียด ได้แก่ ดินเหนียว (Clay) และดินทราย (Silt)
 
 
 
 
  2. แบ่งย่อยตามลักษณะการกระจายของเม็ดดิน สำหรับพวกเม็ดหยาบเป็นพวกที่เม็ดคละหลาย
ขนาด (Well Graded) และเม็ดไม่คละ เนื่องจากมีเม็ดขนาดเดียวกันมากหรือขนาดเม็ดขาดช่วง (Poorly Grade)
 
 
 
 
  3. แบ่งย่อยตามค่า Atterberg’s limits สำหรับพวกเม็ดละเอียด เรียกว่า Plasticity เช่น พวก
มีค่า L.L. และ P.I สูง เรียกว่า High Liquid Limit เป็นต้น
 
 
 
 
  เมื่อถึงขั้นสุดท้าย จะมีอักษรย่อแทน 2 ตัว (ในกรณีก้ำกึ่งใช้ 4 ตัว) เช่น CH‚ GW‚ SP หรือ
GM-GC‚ ML-CL
 
 
 
 
 
 
การจำแนกโดยระบบ AASHO Classification
 
 
 
 
 
 
  ใช้อักษรย่อจาก A-1 ถึง A-7 โดยที่เรียงลำดับจากความเหมาะสมในการใช้เป็นวัสดุก่อสร้างทาง
คือ A-1 ถึง A-3 เหมาะสมมาก ส่วน A-4 ถึง A-7 พอใช้ถึงใช้ไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีการแบ่งย่อยลงไปอีกสำหรับกรุ๊ป A-1‚ A-2‚ A-7 เช่น A-1-a‚ A-1-b‚ A-2-4‚ A-2-7‚ A-7-5 เป็นต้น ดังแสดงในตารางที่ 2
 
 
 
 
 
ขั้นตอนในการจำแนกอาจทำได้ดังนี้
 
 
 
 
 
  1. แบ่งตามการกระจายของเม็ดดิน
 
 
 
 
  2. แบ่งตามค่า Atterberg’s Limits
 
 
 
 
  3. แบ่งตามค่า Group Index (G.I.)
 
 
 
 
  เมื่อถึงขั้นตอนสุดท้าย จะมีอักษรต่อ 2 หรือ 3 และมีวงเล็บต่อท้ายด้วยค่า Group Index เช่น
A-1-a(0)‚ A-3(0)‚ A-7-b(12)
 
 
 
 
 
วิธีการจำแนก
 
 
 
 
 
  เพื่อให้เป็นการง่ายต่อการเข้าใจในการจำแนกดินตามขั้นตอนต่าง ๆ จึงขอยกตัวอย่างข้อมูลจาก
การหาขนาดเม็ดดิน และ Atterberg’s limits สัก 3 ตัวอย่าง คือ SOIL A‚ B‚ C ในตารางที่ 3
 
 
 
 
 
 
 
  ตารางที่ 2 รายละเอียดการจำแนกดินระบบ AASHO Classification
AASHO Classification
 
 
 
 
 
 
Group Index
รูปที่ 2 กราฟสำหรับหาค่า Group Index และกราฟการจำแนกย่อยของกรุ๊ป A-4 ถึง A-7
 
 
 
 
 
 
 
ตารางที่ 3 ตัวอย่างข้อมูลเพื่อการจำแนกดิน
Soil-Classification
 
 
 
 
 
 
ระบบ Unified Soil Classification
 
 
 
 
 
  SOIL A
 
 
 
 
 
  เมื่อพิจารณาข้อมูลจากตารางที่ 3 และรูปที่ 1 และตารางที่ 1 จะจำแนกดิน SOIL A ตามขั้นตอน
ดังนี้
 
 
 
 
 
  1. พิจารณาว่าเป็นดินเม็ดหยาบ เพราะขนาดที่เล็กกว่าตะแกรงเบอร์ 200 มีเพียง 1.5% เท่านั้น
 
 
 
 
  2. เป็นดินทราย (Sand) เพราะขนาดที่เล็กกว่าตะแกรงเบอร์ 4 มีถึง 61.0%
 
 
 
 
  3. เป็นดินทรายที่มีส่วนของเม็ดเล็ก (Fine)น้อย (น้อยกว่า 5% ผ่านตะแกรงเบอร์ 200) จึงเป็น
จำพวก SW หรือ SP
 
 
 
 
  4. พิจารณาการกระจายของเม็ดดินจากรูปที่ 3
 
 
 
 
 
 
  Unified Soil Classification
  Unified Soil Classification
 
 
 
 
 
 
  ดังนั้น ดินตัวอย่าง SOIL A เป็น SW (Well graded sand‚ with little fine) สำหรับ SOIL B และ
SOIL C ได้รวมการจำแนกและเหตุผลในตารางที่ 4
 
 
 
 
 
 
Soil Spreading
รูปที่ 3 กราฟการกระจายของเม็ดดินจากตัวอย่าง SOIL A‚ SOIL B‚ และ SOIL C
 
 
 
 
 
 
 
ตารางที่ 4 ขั้นตอนการจำแนกตัวอย่างดิน SOIL B และ C
โดยระบบ Unified Soil Classification
Unified Soil Classification
 
 
 
 
 
 
2. ระบบ AASHO Classification
 
 
 
 
 
 
  SOIL A
 
 
 
 
 
  โดยการนำข้อมูลจากตารางที่ 3 นำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับตารางที่ 2 ซึ่งมีมาตรฐานการ
จำแนกดินในระบบนี้ ตามขั้นตอนต่อไปนี้
 
 
 
 
 
  1. เป็นจำพวก Granular Material เพราะส่วนที่ผ่านตะแกรงเบอร์ 200 มีเพียง 1.5% น้อยกว่า
35%
 
 
 
 
  2. จากการกระจายของเม็ดทำให้ทราบว่าตัวอย่างดินอาจจะอยู่ในจำพวก A-1 หรือ A-2 เนื่องจาก
ข้อมูลส่วนที่ผ่านตะแกรงเบอร์ 10‚ 40‚ และ 200 สอดคล้องกัน
 
 
 
 
  3. พิจารณาข้อมูลจาก Atterberg’s limit; L.L. = 33.2‚ P.I = 6.8 ตรงกับคุณสมบัติของจำพวก
A-2-4 คือ L.L. ไม่เกิน 40‚ และ P.I ไม่เกิน 10
 
 
 
 
  4. หาค่า Group Index จากรูปที่ 2 หรือสมการข้างล่าง
 
 
 
 
 
 
G.I.   =   0.2a + 0.005 a.c + 0.01 b.d   สมการที่ 1
 
 
 
 
 
เมื่อ :   a   =   % ผ่านตะแกรงเบอร์ 200 ส่วนที่เกิน 35% แต่ต่ำกว่า 75% ใช้เลขจำนวนเต็ม
 
 
 
 
เมื่อ :   b   =   % ผ่านตะแกรงเบอร์ 200 ส่วนที่เกิน 15% แต่ต่ำกว่า 55% ใช้เลขจำนวนเต็ม
 
 
 
 
เมื่อ :   c   =   ค่า L.L. ส่วนที่เกิน 40% แต่ต่ำกว่า 60% ใช้เลขจำนวนเต็ม
 
 
 
 
เมื่อ :   d   =   ค่า P.I ส่วนที่เกิน 10% แต่ต่ำกว่า 30% ใช้เลขจำนวนเต็ม
 
 
 
 
 
 
หมายเหตุ : ในกรณีที่ค่า a‚ b‚ c หรือ d มีค่าเกิน 40‚ 40‚ 20 และ 20 ตามลำดับ ให้ใช้ค่าสูงสุด คือ
40‚ 40‚ 20 และ 20
 
 
 
 
 
 
  ในกรณี SOIL A
  a = 0‚ b = 0‚ c = 0‚ d = 0
  ดังนั้นค่า G.I (SOIL A) = 0
 
 
 
 
 
 
  แต่ในกรณี SOIL B
 
 
 
 
 
 
  a   =   51.2 – 35   =   16.2 ใช้ 16
  b   =   51.2 – 15   =   36.2 ใช้ 36
  c   =   55.0 – 40   =   15.0 ใช้ 15
  d   =   35.0 – 10   =   25.0 ใช้ 20 เพราะเกินกว่าค่าสูงสุด
  ดังนั้น G.I. (SOIL B) = 0.2(16) + 0.005(16)(15) + 0.01(36)(20)
  = 11.6 ใช้ 12
 
 
 
 
 
 
  5. สัญลักษณ์จากการจำแนก SOIL A คือ A-2-4 (0) โดยที่ตัวเลขในวงเล็บคือค่า Group Index
สำหรับ SOIL B และ C ได้รวมการจำแนกและเหตุผลในตารางที่ 5
 
 
 
 
 
 
 
ตารางที่ 5 ขั้นตอนการจำแนกตัวอย่างดิน SOIL B และ C โดยระบบ AASHO Classification
AASHO Classification
ที่มา : http://www.gerd.eng.ku.ac.th

กลุ่มของเราได้ทำการเปรียบเทียบได้ข้อมูลดั้งนี้

ตารางเปรียบเทียบการจำแนกดินที่ผมได้ทำการเปรียบเทียบ

 
     
การแบ่งขนาด

มาตรฐานUSC (mm.)

Wentworth(mm.)

หิน(boulder)

75mm.

>2048mm.

กรวด(gravel)

4.75mm. – 75mm.

2mm. – 2048mm.

ทราย(sand)

0.075mm. – 4.75mm.

0.0625mm. – 2mm.

ตะกอน(silt)

0.005mm. – 0.075mm.

0.004mm. – 0.0625mm.

ดินเหนียว(clay)

0.005mm.

0.0005mm. – 0.004mm.

Assignment3

http://www.denichsoiltest.com/Soil-Classification.html

กลุ่ม 1/11

บ้านบ่อพลอย

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!